คนเก่งประสบการณ์เยอะๆ นี่เค้ามองขาด สามารถนำเสนอเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กๆ น้อยๆ (ที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง) ออกมาเป็นประเด็นผลักดัน IPv6 ได้ดีทีเดียว -- ผมหมายถึงโพสต์นี้ ของ Yves Poppe


Yves Poppe ยกประเด็นพลังงานที่สูญเสียไป ในระบบที่เครื่องลูกข่ายใช้วิธีส่ง keepalive message ไปยังเครือข่าย เพื่อจะบอกว่าตัวเองยังคง active อยู่นะ (อย่า release session/channel การใช้งานของฉันล่ะ) ยกตัวอย่างเช่น การใช้งาน always-on application เช่น Instant Messaging, VoIP, Push e-mail หรือ location based services บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเครื่องลูกข่ายจะอยู่หลัง NAT จำเป็นต้องใช้วิธีการส่ง keepalive message เพื่อบอกว่า NAT state ของตัวเองยังคง active อยู่นะ

วิธีการข้างต้น ถึงแม้จะเปลี่ยนไปใช้ Shared/Pool Public IPv4 Address แทน NAT แต่ถ้าไม่ใช้ keepalive message ถ้าหยุดใช้งานเพียงชั่วครู่เล็กๆ routing ของเครื่องลูกข่ายก็จะหลุดจากเครือข่าย ต้องคอย request ขอใช้งานเข้าไปใหม่อยู่เรื่อยๆ -- Yves Poppe คงต้องการชูประเด็นว่า ถ้าใช้ IPv6 ซึ่งมีเพียงพอ เพื่อที่จะ dedicate ให้กับเครื่องลูกข่ายเป็นของใครของมันแบบ 1 ต่อ 1 ก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ keepalive message เพื่อ keep routing ของตัวเองอีกต่อไป จะมีผลทำให้ลด keepalive message ก็ลดการใช้พลังงานได้

เพื่อให้เห็นถึงผลกระทบขนาดใหญ่ -- มีการอ้างถึงรายงานของ Nokia ด้วยว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G สำหรับ keepalive message ที่ทุกๆ 20 วินาทีแล้ว จะกินกระแสเฉลี่ยที่ 34 มิลลิแอมป์ แต่ถ้าไม่มีการส่ง keepalive message ดังกล่าว กระแสจะอยู่ที่ 6.1 มิลลิแอมป์ เท่านั้น ซึ่งลิเธียมอิออนแบตเตอรี่ จะมีระดับแรงดัน 3.6 โวลต์ นั่นหมายถึงว่า การลด keepalive message จะช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 100.44 มิลลิวัตต์ -- สมมุติว่ามีโทรศัพท์ 3G อยู่ 3 พันล้านเครื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า ลองนึกดูว่าด้วยวิธีนี้ เราสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 300 เมกกะวัตต์ (ซึ่งเป็นส่วนที่สูญเสียไปเปล่าๆ กับการใช้ keepalive messages)

แต่ใน comment ก็มีประเด็นคำถาม ผลกระทบจากขนาดของ header ใน packet ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก size ของ IPv6 Address นั้นใหญ่กว่า IPv4

ที่มา: CircleID